[CR] โรคซึมเศร้าในมุมมองของข้าพเจ้า

July 6, 2019 9:10 pm

แอคเค้านี้เป็นแอคเค้าของเราเอง ไม่ได้ยืมใครมา แต่โพสนี้นี้เป็นโพสแรกของเรา หลังจากอ่าน และ ฟัง และ ไปล้างจานให้พิธิกรในจักรวาลสัพเพฯ มาหลายต่อหลายครั้ง

ใช่ครับ ผม หนุ่ม ตลกหัวครีเอท (หรือบางที ก็ ตลกน่าสมเพช) โปรดิวเซอร์ (ที่มีความรับผิดชอบในการลงไปรับอาหารจาก grab และล้างจาน) เป็นโรคซึมเศร้า เป็นมาสองปี และถ้าเปรียบว่าถ้าเป็นคนชอบแต่งหน้าก็มั่นใจว่าตัวเองเป็น บตบก. ก็ว่าได้ … วันนี้จะมารีวิวให้ฟังว่า มันเป็นยังไง

บทความนี้เกิดจากการไม่ได้เข้าไปติดต่อทีมสัพเพฯ ไม่ตอบไลน์ ไม่อ่านไลน์ ไม่ส่งดราฟ์ ไม่ไปประชุมทีม ไม่ไปอัดรายการ แอบมาเขียนดราฟ์ไว้เงียบๆ ตอนตี 3 ครึ่ง …

โรคเหี้ยนี่เป็นโรคคนรวยครับ ถ้ามึงไม่รวยอย่าริอาจเป็น เราหลีกเลี่ยงโรคนี้ได้ด้วยการไม่ไปตรวจ ซึ่ง… เราเองก็ไม่ใช่คนมีเงิน หรือแบ่งชนชั้นวรรณะใคร… แต่ไปหาหมอแล้วก็รู้ว่า มึงต้องรวยถึงจะเอาโรคนี้อยู่ … ซึ่งนี่เอง ก็เอาไม่ค่อยอยู่ …

อ่ะ 8 วันเจอหมอ 3 ครั้งหมดเงินประมาณ 8,000 … มึงต้องเดินเข้าสถาบันโรคไตในโรงพยาบาลถามว่า “ที่นี่มีรับซื้อด้วยไหมครับ”

โรคนี้มันใกล้ตัวกว่าที่คิดนะ เรามีกลุ่มวงโคจรที่เจอกันบ่อยๆ อยู่ 6 คน เป็นโรคนี้เสีย 4 คน แล้วคนก็หาหมอกันเยอะมาก ถ้าไปที่ๆ เค้านิยมๆ กันเนี่ยะ คิวหมอยาวไปกัน 3 เดือน คือถ้าเป็นหนักจริงๆ เนี่ยะ กุฆ่าตัวตายก่อนได้คิวหมออีก … ซึ่งโรคนี้เท่าที่รู้ (เราไม่ได้จบหมอ แต่เราถามหมอเอา) มีอยู่ 3 ประเภท

  1. Major Depressive Disorder – อันนี้เป็นสายรุนแรง เฉียบพลัน จู่ๆ ก็เป็น แต่เป็นแล้วเป็นหนัก
  2. Persistant Depressive Disorder – อันนี้เป็นๆ หายๆ เดี๋ยวก็มา เดี๋ยวก็ไป
  3. Bi Polar  – อันนี้อารมณ์สุดโต่ง อเลิทสุด ดาวน์สุด เปลี่ยนไป เปลี่ยนมา

ก่อนเราไปหาหมอ เราก็ทำแบบสอบถามในเว็บตั่งต่าง ตอบคำถามอย่างจริงใจ เราก็ตกในหมวดวิกฤติเกือบทุกอัน … จนเราไปหาหมอ

หมอเลือกให้เราเป็นประเภทที่ 2 แต่หลังๆ มีภาวะ ประเภทที่ 1 เสริมเป็นระยะๆ

คือโรคซึมเศร้าเนี่ยะ มันไม่มีการ x-ray ปอดแล้วเห็นหลุมเห็นบ่อแล้วบอกว่า “ทำใจดีๆ นะคะ คุณเป็นโรคซึมเศร้า” มันมาจากการนั่งคุย นั่งถามอย่างเดียว แล้วหมอจะตัดสินใจให้ว่า “ค่ะ คุณเป็นโรคซึมเศร้าค่ะ” หรือ “ไม่ค่ะ คุณแค่เครียด เอายาคคลายเครียดไปกินแล้วนอนเยอะ ๆ นะคะ”

แต่ถ้าใครไม่มั่นใจสงสัยก็ไปตรวจก็ได้นะ พอมันดีขึ้นมันก็ดีขึ้นจริงๆ

จริงๆ การรักษาโรคนี้มี 2 วิธีคือ 1 การปรึกษานักจิตบำบัด และ 2 หาจิตแพทย์ (เราขอเรียกว่าหมอจ่ายยาละกัน จะได้ดูเหมือนเราไม่ได้เป็นคนบ้า)

นักจิตบำบัดจะมีความคิดว่า พฤติกรรมเรามีผลต่อสารเคมีในสมอง ถ้าเราปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เปลี่ยนความคิด สมองเราจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม เราจะหาย

ส่วนหมอจ่ายยา จะมีความคิดว่า สมองคุณมีปัญหา กินยา ปรับยา กินไปค่ะ อย่าบ่น แล้วสมองจะกลับมาเหมือนเดิม

ซึ่งนักจิตบำบัดจะออกแนวป้องกันไม่ให้เกิด หมอจ่ายยาจะออกแนวรักษา

ช่วง ปีแรก เรารักษาด้วยการหาหมอจ่ายยาอย่างเดียว ก็ตามประสาคนจน งานยุ่ง ปั่นฝิ่นเพื่อเลี้ยงชีพ ไม่ว่างบ้าง ไม่มีเงินบ้าง กินยาแล้วง่วงจนไปรบกวนเวลาทำงานบ้าง ก็ไม่เคยจริงจังกับการรักษาเลย… จนหลังๆ อาการมันออกทางร่างกายหนักๆ คือน้ำหนักลดเดือนละ 2 กิโล นอนไม่หลับ ลุกไม่ขึ้น จนเริ่มมาหาหมอจริงจัง

เรารักษากับหมอจ่ายยาก่อน ที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งนึงที่อยู่ใกล้รถไฟฟ้า ชื่อเหมือนสถานีรถไฟฟ้า แต่ไม่ได้อยู่ใกล้สถานีเดียวกับชื่อ (กำลังกลับไปอ่านประโยคนี้อีกรอบใช่ไหม)

ก็กินยามาเรื่อยๆ ไม่ดีขึ้น แล้วเราเองก็ไม่รู้สึกว่าหมอไม่ได้ใส่ใจเลย จากประสบการณ์ที่เจอคือ

  • หมอมานัดสาย แล้วได้ตรวจไม่เท่าจำนวนเวลานัด
  • เอ่ยชื่อยาที่ไม่เคยให้เรากินแล้วบอกว่า อาการน่าจะเอฟเฟคจากยาตัวนี้
  • ตอนปรึกษาบอกจะจ่ายยา ปรับยา เพิ่มยาแบบนึง พอไปจ่ายตังค์รอรับยา ได้ยามาคนละเรื่อง … วุ่นวายต้องโทรหาหมอ เปลี่ยนบิล จ่ายยาใหม่

แล้วอาการเราก็หนักขึ้นหนักขึ้น จนเพื่อนเราแนะนำให้ไปหาหมอที่ โรงพยาบาลพระราม 9 (อันนี้เอ่ยชื่อได้ เพราะว่าจะรีวิวดีๆ เค้าจะไม่ฟ้องเอา — ถ้าท่านผู้บริหารมาอ่านให้ส่วนลดผมได้นะครับ หรือจะติดต่อลงสปอนเซอร์รายการติดต่อดีเอ็มไป @supplayHeyRaiwa เลยครับ มีเจ้าหน้าที่คอยรับเรื่องตลอด 24 ชั่วโมง)

เรามารักษาที่นี่ด้วยวิธีการรักษาควบคู่ คือ คุยกับนักจิตบำบัด และ รักษากับหมอจ่ายยา ซึ่งอาการก็ดีขึ้นเรื่อยๆ

แล้วที่ชอบที่นี่มากก็คือ นักจิตบำบัดกับหมอจ่ายยา เนี่ยะ ทำงานร่วมกัน คุยกับนักจิตบำบัด เค้ามีความเห็นอะไรก็จะส่งไปให้หมอจ่ายยา แล้วเค้าก็คุยเรื่องต่อเนื่องไปเลย

แผนกของนักจิตบำบัดเนี่ยะ จะเป็นแผนกเด็ก เหมือนฝ่ายให้คำปรึกษาปัญหาการเลี้ยงดูบุตร ปัญหาชีวิตวัยรุ่นอะไรประมาณนี้ การเป็นชายวัยกลางคนนั่งรอคนเดียว ในห้องที่มีคุณแม่ คุณพ่อและเด็กวัยใสที่วิ่งไป กรี๊ดไป เป็นเรื่องที่น่าอึดอัดประมาณนึง

แต่คุณหมอ นักจิตบำบัดนี่ ปกติเราจะเห็นในหนังฝรั่งโน่นนี้นั่น นั่งโซฟานอนสบายๆ … เปล่า … จริงๆ บรรยากาศมันเหมือนห้องพักครูมากกว่า มีโต๊ะตัวนึงนั่งหันหน้าประชันกัน คุยกัน

แต่ที่สงสัยมากกว่าคือมันจะเวิร์คเหรอวะ … โทรบ่นเอากับเพื่อนก็ได้ป่าววะ ไม่เสียตังค์ …

สรุปว่าเวิร์คว่ะ … เอาจริงๆ ก็คือพอออกจากห้องหมอมาเนี่ยะ ความคิดเต็มหัวไปหมดเลย เพราะหมอชอบพูดอะไรให้จึก … ไอ่ชิบหาย จริงว่ะ เอาไงดีวะ จริงๆ คือพ้อยของปัญหาตลอดคืออะไรแบบนี้เหรอ กุคิดว่าเป็นอีกแบบมาตลอด

ส่วนหมอจ่ายยา … ที่ดีนอกจากเรื่องที่ข้อมูลเค้าแชร์กันสองคนแล้ว โรคนี้จริงๆ ราคาค่ารักษาจะถูกจะแพงที่จะไม่เท่ากันคือค่ายา แล้วแต่อาการ แต่หมอที่นี่คือ อ่ะ … ถ้าเรากินยาตัวนี้โอเคแล้ว บอกว่าเดี๋ยวหมอจ่ายยาให้เท่านี้นะ แล้วไปซื้อข้างนอกเอา ถูกกว่า บอกแหล่งให้เสร็จสรรพ (อันนี้บอกไปคุณหมอจะโดนไล่ออกไหมวะ)

คือเหมือนเค้าอยากให้เราหายจริงๆ อ่ะ กลัวใช้เงินเยอะแล้วมึงหยุดมา แล้วมึงจะไม่หาย รู้สึกแบบนี้จริงๆ

ส่วนเรื่องค่ารักษา เบื้องต้นนะ เผื่อใครเตรียมใจจะไป จะได้กำเงินไปถูก

(มีพิธีกรชายคนนึงถามผมว่า หมอเนี่ยะ ขึ้นรอบนึงเท่าไหร่ กี่นาที… ทำไมศัพท์แสงมันคุ้นๆ แต่เหมือนไม่ได้ใช้ที่โรงพยาบาล)

นักจิตบำบัด คุย ครั้งละ 1 ชม. รวมทุกอย่าง 1,950 บาท

หมอยา คุย ครั้งละ ครึ่ง ชม. 1,500 บาท ส่วนค่ายาก็แล้วแต่บุคคล

ถ้าใครสงสัยว่าตัวเองเป็นไหม อยากลองรักษาดู แนะนำให้ไปเริ่มจากนักจิตบำบัดดูก่อน ลองนัดคุยดูสักครั้งนะ …

สำหรับผู้หญิง … เราแนะนำว่า การไปพบนักจิตบำบัดควรใช้เครื่องสำอาง waterproof … พูดเลย เพื่อนเราทั้งหญิงทั้งชาย น้ำตาแตกทุกคน

สุดท้ายนี้ โรคนี้ไม่ใช่โรคน่ากลัว … เรายังเป็นเพื่อนกันได้นะ …

รัก…

โปรดิวเซอร์

เครดิตรูปปก Photo by Stefano Pollio on Unsplash

อยู่ในหมวด ,

โดย noom